บทความ/ธรรมะ/ประชาสัมพันธ์/ทำบุญ

(ภาค1) ตำนาน ชาติเวร ฉบับพิศดาร ความบาดหมางระหว่างพระอังคารและพระอาทิตย์

ตำนานชาติเวร ภาค 1

ตอน ความบาดหมางของ พระอาทิตย์และพระอังคารและความสัมพันธ์ของ

พระจันทร์และพระพฤหัสบดีและพระราหู

 

เครดิต:เค้าโครงเรื่องเพื่อบูชาบรรพครูโหราจารย์ทุกท่านตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

 

วัตถุประสงค์ของผู้เขียน เพิ่มต้องการให้ความรู้แก่ผู้เริ่มศึกษาวิชาโหราศาสตร์ขั้นพื้นฐานในการจดจำตำนานชาติเวรให้ขึ้นใจเพื่อเป็นประโยชน์ในการเอาไปใช้ในภาคประกอบการทำนาย ซึ่งผู้เขียนต้องการขยายความเพิ่มเติมโดยอ้างอิงจากเค้าโครงเรื่องเดิมจากบทประพันธ์ที่ท่านครูบาอาจารย์โหราศาสตร์แต่โบราณได้สอนสั่งให้จำตามๆกันมาซึ่งมีเนื้อหาใจความเพียงสั้นๆ และผู้เขียนมิได้มีเจตนาหวังลบหลู่หรือทำเกินครูแต่อย่างใด แต่มีเจตนาจริงๆมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายใจความในอรรถเนื้อหาให้คนที่ได้ศึกษาได้เข้าใจได้ท่องแท้มากยิ่งขึ้นและได้มีการเพิ่มสีสันให้ตัวละครตามจินตนาการของผู้เขียนเพื่อให้ผู้อ่านได้รับอรรถรสและจำจดในความเป็นมาของตำนานชาติเวรเรื่องนี้ได้มากยิ่งขึ้น

 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่โลกนี้ยังไม่มีศาสนาและศาสดาองค์ใดมาอุบัติ ในสมัยที่โลกสวรรค์ และ โลกมนุษย์ ยังสามารถไปมาหาสู่กันได้โดยสะดวกอยู่ ผู้คนในโลกมนุษย์สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ มีอิทธิฤทธิ์และมีการฝึกวิชาอาคมต่างๆ ไว้ป้องกันตัวได้

 

ณ โลกมนุษย์ เมืองตักศิลา มีปรมาจารย์ท่านหนึ่งที่มีเป็นครูแห่งเทพเทวาและมนุษย์ทั้งหลาย มีฤทธิ์เดช พร้อมด้วยวิชาอาคมแกร่งกล้า และคุณธรรมและจริยธรรมอันงดงามยิ่ง แม้แต่เทพเทวดายังให้ความเคารพนับถือเป็นครูบาอาจารย์อยู่เป็นอันมาก ท่านผู้นี้มีบุญญาธิการยิ่งใหญ่ เป็นอดีตชาติหนึ่งของเทวดาประจำดาวพฤหัสบดี มีชื่อว่า พระอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ท่านเป็นผู้มีองค์ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ และยึดมั่นในความถูกต้อง และมีคุณธรรมเป็นที่สุด และเปี่ยมด้วยความเมตตาและกรุณามาก ไม่ว่าใครเดือดเนื้อร้อนใจมาท่านก็จะให้ความช่วยเหลือ และใครอยากได้วิชาความรู้อันใดท่านก็สอนสั่งให้ตามสติและปัญญาของแต่ละคนที่จะรับได้ตามคุณธรรมที่มีในตัวเอง

 

พระอาจารย์ทิศาปาโมกข์มีบุตรีอันเป็นที่รักอยู่คนหนึ่ง มีชื่อว่า นางจันทราเทวี (เป็นอดีตชาติหนึ่งของเทวดาประจำดาวพระจันทร์) นางจันทราเทวี มีความสวยสดงดงามมาก ผิวพรรณละเอียดนุ่มนวลเหมือนพระจันทร์เมื่อวันเพ็ญ ยามย่างกรายไปที่แห่งใดก็จะสง่างาม มีแสงเหลืองๆนวลๆเปล่งออกจากผิวพรรณร่างกายดังทอง งดงามยิ่งกว่านางฟ้านางสวรรค์ไหนๆก็มิปราณ ยากที่ชายใดได้พบเจอนางแล้วจะละสายตาจากนางได้ เสน่ห์ของนางเย้ายวนชวนน่าหลงไหลเป็นยิ่งนัก สามารถสะกดทุกสายตา แทบจะลืมหายใจกันเลยทีเดียวกิริยามารยาทอ่อนช้อยนิ่มนวล

 

พระอาจารย์ทิศาปาโมกข์ได้ล่วงรู้ลักษณะนิสัยใจคอและความเป็นไปในชีวิตของบุตรีว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต จากการที่ได้ทำนายดวงชะตาทางโหราศาสตร์ของนางไว้ตั้งแต่นางจันทราเทวีถือกำเนิดแล้วว่า ความงดงามของนางจะเป็นภัยและสร้างความเสื่อมเสียมาให้ตนเองและผู้อื่นได้ แต่ด้วยความรักและห่วงใยในบุตรีเป็นอย่างมาก เหมือนไข่ในหิน ก็มิปราณ ท่านอาจารย์ทิศาปาโมกข์จึงพยายามหาทางหลีกเลี่ยงและปรับเปลี่ยนดวงชะตาของนางจันทราเทวีใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องเสื่อมเสียต่างๆที่อาจจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต พระอาจารย์ทิศาปาโมกข์จึงได้เนรมิตสร้างตำหนักอันวิจิตรทั้งใหญ่โตและสวยงาม ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วมณีสีเหลืองนวลรอบพระตำหนักและเสกนางข้าไทให้เป็นบริวารและเป็นกำลังไว้ใช้สอยอีก 15คน อยู่เป็นเพื่อนเล่นและคอยรับใช้นางจันทราเทวีเป็นอย่างดีเรื่อยมา

 

 นางจันทราเทวีเจริญวัยขึ้นโดยไม่เคยรู้จักผู้ชายคนไหนๆมาก่อนเลยนอกจากพระอาจารย์ทิศาปาโมกข์ผู้เป็นบิดาซึ่งจะจรเข้ามาหาบุตรีที่ตำหนักเพียงแค่ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น เพราะเนื่องจากนางไม่ได้รับอนุญาตให้ออกนอกพระตำหนักจนกว่าจะถึงการณ์ที่ต้องออกเรือนโดยพระอาจารย์ทิศาปาโมกข์จะสรรหามาให้เท่านั้น นางจันทราเทวีจึงมี มีนิสัยอ่อนโยนนิ่มนวลเป็นกุลสตรีเพราะได้รับการเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี แต่ข้อเสียก็คือเป็นหัวอ่อน ชักจูงได้ง่าย บิดาสั่งให้ทำอะไรก็ทำ มีความคิดและจินตนาการอยู่ในโลกแห่งความฝันมากกว่าความเป็นจริง อารมณ์ก็ปรวนแปรง่าย เอาแน่เอานอนไม่ได้ และเป็นคนขี้สงสาร เจ้าน้ำตา เนื่องจากนางเติบโตมาโดยไม่ได้สัมผัสประสบการณ์ชีวิตที่แท้จริงในโลกภายนอกเลย นางจึงมองโลกสวยงามและดูอบอุ่นไปหมด จากความฝันและจินตนาการของตนเอง

 

ในสำนักตักศิลาของพระอาจารย์ทิศาปาโมกข์นั้น นับตั้งแต่นางจันทราเทวีถือกำเนิดขึ้น ท่านพระอาจารย์ทิศาปาโมกข์ก็ออกคำสั่งถึงขั้นตัดเป็นตัดตายห้ามลูกศิษย์คนใดที่เป็นผู้ชายเข้าไปย่ามกรายในรัศมี  ตำหนักของนางจันทราเทวี โดยเด็ดขาดหรือ ล่วงล้ำเข้าไปใกล้แม้แต่ในส่วนของกำแพงแก้วรอบตำหนักก็ตาม หากใครฝ่าฝืนจะต้องถูกลงโทษสถานหนักและถูกขับออกจากสำนักและทำให้สูญเสียวิชาที่ได้ร่ำเรียนมาอย่างสิ้นเชิง และด้วยการกล่าวขู่ไว้อย่างนี้ ในกาลเวลาได้ล่วงเลยไปรุ่นต่อรุ่นจึงไม่มีลูกศิษย์คนใดของท่านทิศาปาโมกข์กล้าล่วงล้ำเข้าไปในบริเวณดังกล่าวเลย ถึงแม้ว่าใจของศิษย์บางคนอาจจะอยากลองเข้าไปก็ตาม แต่ในความเป็นจริงศิษย์ทุกคนก็เกรงกลัวคำสั่งและปฏิบัติตามที่พระอาจารย์ทิศาปาโมกข์สั่งห้ามไว้เป็นอย่างดี และไม่มีลูกศิษย์คนใดของท่านทิศาปาโมกข์ได้เห็นโฉมหน้าจริงๆของนางจันทราเทวีเลย จะมีก็แต่เพียงภาพเหมือนของจันทราเทวีที่ให้บริวารวาดเอาไว้ให้ดูเล่นๆ แต่เผอิญได้ถูกลมพัดปลิวออกมาจากตำหนักต้องห้าม เพียงแค่ภาพเหมือนที่ปลิวออกมานั้นก็ทำให้กลายเป็นการกล่าวคำล่ำลือกันแบบลับๆ ปากต่อปากถึงกิติศัพท์ความงามของนางจันทราเทวีมีแต่คนอยากจะเห็นความงามจริงๆของนางเอามากๆ แต่ก็ไม่มีใครกล้าที่จะต่อกรกับพระอาจารย์ทิศาปาโมกข์ได้

 

จนมีวันหนึ่ง ขณะที่พิทยาธรหนุ่มท่านหนึ่ง มีชื่อว่า กุมเมศ (ซึ่งเป็นอดีตชาติหนึ่งของเทวดาประจำดาวพระอังคาร) กำลังนอนเบื่อๆ เซ็งๆ อยู่บนกิ่งต้นไม้ใหญ่ใกล้สำนักของพระอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เผอิญได้ยินเสียงที่ศิษย์จากสำนักตักศิลา พูดคุยกันขณะออกมาหาผลไม้ในป่า เล่าลือกันแบบสนุกปากตามประสาผู้ชายถึงกิติศัพท์ความงามของนางจันทราเทวีไว้เป็นอันมาก ตามจินตนาการของแต่ละคนที่ยังไม่เคยเห็นหน้านางจันทราเทวีจริงๆเหมือนกัน จนทำให้พิทยาธรกุมเมศ เกิดความสนใจอยากจะเห็นโฉมหน้าของจันทราเทวีคนนี้ให้ได้จริงๆ

 

กุมเมศจึงคิดวิธีที่จะเข้าไปในสำนักตักศิลาอย่างไรเพื่อจะได้เจอกับนางจันทราเทวี โดยที่ไม่เป็นอันตราย หากแม้ว่าตนจะแอบบุกเข้าไปเพื่อแอบๆดูอย่างตรงๆเลยก็เกรงว่าหากถูกจับได้ คงสู้ฤทธิ์บรรดาลูกศิษย์ของพระอาจารย์ทิศาปาโมกข์ไม่ได้แน่ แม้แต่นางจันทราเทวี ก็อาจจะไม่เห็นหน้าด้วยซ้ำไป หลังจากคิดใคร่ครวญอยู่สักพัก ก็จึงแปลงกายเป็นมาณพหนุ่มรูปงาม เข้าไปกราบเพื่อขอเป็นลูกศิษย์จากพระอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ในด้านฝั่งของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ถึงแม้ว่ากุมเมศจะแปลงกายด้วยฤทธิ์เป็นมาณพหนุ่ม แต่ก็หาได้บังตาร่างที่แท้จริงของตนจาก พระอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ได้ แต่ท่านก็ไม่พูดออกมาให้เป็นการเสียน้ำใจแต่อย่างใด เพียงแต่ท่านคิดสงสัยอยู่ในใจว่า พิทยาธรหนุ่มนี้จะอยากมาเป็นลูกศิษย์เราจริงๆหรือ แล้วทำไมต้องแปลงกายมา ทำไมไม่เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงให้เห็น จึงยังไม่ไว้ใจในเจตนาในพิทยาธรหนุ่มตนนี้ เอาอย่างนี้ล่ะกันถ้าพิทยาธรท่านนี้อยากจะเป็นศิษย์ของเราจริงๆแล้วไซร้จะต้องมีความมานะอดทนต่อบททดสอบที่เราจะตั้งขึ้นให้ได้ ท่านจึงคิดหาอุบายลองใจ พิทยาธร หนุ่มท่านนี้โดยการกำหนดข้อตกลงและบอกต่อ กุมเมศออกไปว่าหากว่าท่านสามารถ ปฏิบัติได้ทั้ง3ข้อตามนี้ให้สำเร็จแล้วไซร้ เราจักยอมรับท่านเข้าเป็นลูกศิษย์ในสำนักของเรา จากนั้นท่านทิศาปาโมกข์ก็แจ้งข้อปฏิบัติทั้ง 3 ข้อแก่กุมเมศดังนี้

 

1. ให้ยืนอาบแสงสุริยันจันทราเป็นเวลา 3วัน 3คืน

2. ต้องไม่กินข้าวกินน้ำและนอนหลับพักผ่อนตลอดระยะเวลาการยืนอาบแสงสุริยันจันทรา

3. จากนั้นให้ไปตักน้ำที่แม่น้ำมีชื่อว่า มหิงสาธารที่ห่างจากสำนักตักศิลาไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เป็นระยะทาง 8กิโลเมตร โดยใช้พาชนะคือถ้วยที่มีขนาด 3นิ้ว ให้เต็มทั้งหมด 8ตุ่มใหญ่ ภายในเวลา 3วัน

 

หลังจากกุมเมศ รับฟังข้อปฏิบัติก่อนเข้าเป็นลูกศิษย์แล้วก็รับปากท่านทิศาปาโมกข์ว่าตนยินดีจะทำ จากนั้นกุมเมศก็ยอมทำตามที่พระทิศาปาโมกข์ได้ลั่นวาจาไว้ทุกอย่าง ถึงแม้จะไม่ได้ใช้ฤทธิ์ช่วยแต่ด้วยอำนาจแห่งกายสิทธิ์ก็ทำให้มีพลังเหนือมนุษย์ทั่วไป ด้วยความมานะบากบั่น กล้าหาญและอดทนของกุมเมศ จึงสามารถทำการทดสอบทั้ง 3ข้อได้สำเร็จตามเวลาที่กำหนด จนทำให้พระทิศาปาโมกข์ต้องยอมรับ กุมเมศ ไว้ในสำนักตักศิลาด้วยความจำใจ แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีความไม่ไว้วางใจในตัวกุมเมศอยู่ดี

 

ทางฝั่งของกุมเมศ พอได้เข้าไปในสำนักตักศิลาได้สำเร็จก็หาวิธีที่จะเจอนางจันทราเทวีให้ได้ โดยตอนแรกนั้น กุมเมศ คิดแต่เพียงว่า ขอเพียงแต่ได้เจอได้เห็นหน้านางจันทราเทวีแล้ว ตามความประสงค์ก็จะจากไปทันที ในคืนนั้น กุมเมศ ร่ายมนต์เสก แก้วพรรณฉัตรสีชมพูอันเจิดจรัสมณีแสง สรรพอลังการงามพิจิตร ขึ้น แล้วอธิษฐานด้วยฤทธิ์ให้ลอยไปหานางจันทราเทวีถึงห้องนอน เมื่อนางจันทราเทวีได้เห็นแก้วพรรณฉัตรสีชมพูดวงนั้นแล้วก็เกิดความปรีติยินดียิ่งและอยากได้ไว้ในครอบครอง แต่เมื่อจะหยิบคว้าไว้ แก้วนั้นก็จะขยับเลื่อนหนีไปเรื่อยๆ จนพานางจันทราเทวีออกมาถึงหน้าประตูตำหนักต้องห้าม ซึ่งกุมเมศได้นั่งคอยท่าเพื่อรอชมโฉมนางจันทราเทวีอยู่บนหลังคาซุ้มอยู่แล้ว พอกุมเมศได้เพียงเห็นโฉมหน้านางจันทราเทวี ด้วยแสงลูกแก้วพรรณฉัตร ขับเปล่งผิวนวลฉวี อันผุดผ่องของนาง ประกอบด้วยรอยยิ้มหวานกรีดหัวใจชายหนุ่มของหญิงสาวที่แสนจะงดงามหาใดเปรียบได้ และด้วยกิริยาท่วงท่างามทุกระเบียด แม้แต่จะทำท่าเอื้อมคว้าลูกแก้ว กระโดดยงโย่งไปมา ก็ช่างงดงาม น่ารัก ยากจะหานางฟ้านางสรรค์ใดมาเปรียบเทียบนางจันทราเทวีคนนี้ได้ไม่ กุมเมศตกตะลึงในความงามของนางจันทราเทวีและตกหลุมรักนางเข้าเสียแล้วตั้งแต่แรกเห็น เลยเผอแสดงตัวตกลงมาจากหลังคาด้วยท่าทางยังอมยิ้มค้างที่มุมปากหล่นลงมาต่อหน้านางจันทราเทวี นางจันทราเทวี ตกใจจะรีบวิ่งหนีและกำลังจะตระโกนให้คนช่วยด้วยเสียง แต่ กุมเมศ ก็รีบใช้มือปิดปากนางจันทราเทวีไว้ไดทัน แล้วกระซิบข้างหูนางจันทราเทวีเบาๆว่า น้องหญิงจ๊ะ อย่ากลัวพี่เลยน้องนาง พี่เป็นศิษย์ของสำนักบิดาของน้องนี่เอง พี่มาตามหาแก้วพรรณฉัตรของพี่ ก็เลยหลงทางมาสถานที่แห่งนี้แล้วเผอิญมาเจอนวลน้องนี่แหละจ๊ะ นางจันทราเทวีก็หลงเชื่อคำที่กุมเมศได้บอกนั้น ก็ไม่ได้ตกใจอะไรแล้วจึงค่อยๆหันหน้าแบบเอียงอายออกจากมือและอ้อมกอดของกุมเมศ แล้วทั้งสองก็ได้สบสายตากัน เพียงชั่ววูบแค่นั้น ด้วยความที่นางจันทราเทวีไม่เคยเจอชายใดมาก่อน จึงรู้สึกถึงพลังดึงดูดบางอย่างจากชายหนุ่มคนนี้ ช่างน่าถวินหา ด้วยสัมผัสแห่งหญิงที่ไม่เคยสัมผัสชายใดอย่างใกล้ชิดมาก่อนในชีวิต และชายที่ได้ใกล้ชิดและสัมผัสนวลนางอันเป็นที่รัก ทำให้ความเขินอายระหว่างหนุ่มสาวนั้น บังเกิดเป็นกลายเป็นความชอบพอซึ่งกันและกันอย่างรวดเร็วในจิตใจ จากนั้นทั้งสองก็ได้พูดคุย ถามไถ่ เกี้ยวพาราสีกันอยู่สักครู่ใหญ่ก่อนจะแยกจากกัน เพราะเกรงว่าจะมีคนมาพบเห็นแล้วจะเกิดเรื่องขึ้น และได้ตกลงแอบนัดพบกันในคราต่อไป หลังจากคืนนั้นเป็นต้นมา นางจันทราเทวีและกุมเมศ ก็แอบคบหากันอย่างลับๆ แอบพบเจอกันทุกครั้งที่มีโอกาส โดยที่ยังไม่มีใครสงสัยใดๆ

 

วันหนึ่งมีมาณพน้อยรูปงามท่านหนึ่ง รูปร่าง องอาจ สง่าผ่าเผย และมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดยิ่ง มีนามว่า สุริยันต์ ซึ่งเป็นอดีตชาติหนึ่งของเทวดาประจำดาวพระอาทิตย์ มากราบฝากตัวของเป็นลูกศิษย์ของท่านทิศาปาโมกข์ พอท่านอาจารย์ทิศาปาโมกข์ได้พบเจอ สุริยันต์ แค่เพียงประเดี๋ยวเดียวก็ถูกชะตาเป็นอย่างยิ่ง มีความรักเมตตาเอ็นดูเหมือนเคยพานพบกันมาก่อน หลังจากได้พูดคุยกันแล้ว ยิ่งชื่นชอบ ปราบปลื้มในสติปัญญาและความสามารถของ สุริยันต์ อาจารย์ทิศาปาโมกข์ รับสุริยันต์ เข้าเป็นศิษย์ในสำนักอย่างง่ายดายโดยไม่มีการทดสอบใดๆ เหมือนลูกศิษย์ท่านอื่น ๆ โดยเฉพาะ กุมเมศ เมื่อรู้ข่าวนี้ถึงกับโทสจริตประทุเลยทีเดียว พาลมีอคติและ ไม่ชอบหน้า สุริยันต์ เอามากๆ

 

สุริยันต์เป็นคนหัวไว มีสติปัญญาดี ให้ความเคารพและนับถือและปฏิบัติตนเป็นศิษย์ที่ดีต่อพระอาจารย์ทิศาปาโมกข์เป็นอย่างมาก ได้ร่ำเรียนและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ และอยู่ในกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ทำให้อาจารย์ทิศาปาโมกข์ยิ่งรักเมตตาและเอ็นดูเป็นอย่างยิ่ง จนได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้เกือบทุกแขนงให้ และทำให้สุริยันต์ก้าวขึ้นมาเป็นลูกศิษย์คนสนิทและอาจารย์ทิศาปาโมกข์โปรดปรานที่สุดได้เพียงช่วงเวลาผ่านไปได้ไม่นาน ภารกิจทุกๆ วันของสุริยันต์ก็คือ จะออกไปเก็บผลไม้ในป่า แต่เช้า เสร็จแล้วก็เข้าไปถวายให้อาจารย์ทิศาปาโมกข์ทานก่อน และกราบไหว้สา ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบบีบนวดให้อาจารย์ก่อน เป็นประจำทุกวัน ส่วนอาจารย์ทิศาปาโมกข์ก็จะเตรียมเสี้ยนหมากไว้สองสำรับ ให้ตนเองหนึ่งสำรับและให้ลูกศิษย์คนโปรดอีกหนึ่งสำรับเป็นประจำทุกวัน และหลังจากนั้นก็สนทนาปราสัยเฮฮาตามประสาคนคุยถูกคอกัน จนได้เวลาที่พระอาจารย์ทิศาปาโมกข์จะเอียงหลังพักผ่อน แล้ว สุริยันต์ถึงจะกลับมายังที่พักของตนเอง และฝึกฝนวิชาที่ได้ร่ำเรียนต่อไป

 

ฝ่ายนางจันทราเทวี และกุมเมศ ตั้งแต่สุริยันต์เข้ามาในสำนัก ก็ทำให้อาจารย์ทิศาปาโมกข์ ใช้เวลาในการถ่ายทอด วิชาให้สุริยันต์ จนไม่ค่อยมีเวลา มาเคร่งครัดเรื่องตำหนักต้องห้ามสักเท่าไหร่ จนทำให้นางจันทราเทวีและกุมเมศ มีโอกาสได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ทั้งกลางวันกลางคืน ส่วนฝ่ายท่านอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ก็คิดและมีปรารถนาไว้ในใจว่า หากถ่ายทอดวิชาขั้นสุดยอดของตนเองให้สุริยันต์ได้ร่ำเรียนจนสำเร็จแล้วจะมอบ นางจันทราเทวี บุตรีสุดที่รัก ให้เป็นภรรยา และก็ปรารถนาจะได้สุริยันต์เป็นลูกเขย

จากนั้นท่านอาจารย์ทิศาปาโมกข์ก็ได้พาสุริยันต์ไปฝึกวิชาขั้นสุดยอดที่ในป่าเป็นเวลา 6 วันถึงจะสำเร็จ ส่วนฝ่ายกุมเมศและนางจันทราเทวีก็คบหาจนมีคนพบเห็นและสงสัยจนเกิดการซุบซิบนินทากันอย่างลับๆในความสัมพันธ์ที่ไม่งามของทั้งคู่ แต่ก็ไม่มีใครนำเรื่องไปบอกกล่าวท่านอาจารย์ทิศาปาโมกข์หรือเล่าให้สุริยันต์ได้ล่วงรู้แต่อย่างใด  พอมาณพหนุ่มสุริยันต์ได้ฝึกวิชาขั้นนสุดยอดจากอาจารย์ทิศาปาโมกข์ได้สำเร็จแล้วใช้เวลาถึง 6 ทิวาราตรี ซึ่งได้สร้างความปราบปลื้มปิติให้ท่านอาจารย์ทิศาปาโมกข์เป็นอย่างยิ่ง และว่าที่ลูกเขยของท่านอาจารย์ทิศาปาโมกข์ก็อยู่เพียงเอื้อมมือแค่นั้นเอง

 

เมื่ออาจารย์และศิษย์คนโปรดพากันกลับมายังสำนักตักศิลา ดังเดิมช่วงสายของวันนั้นเองหลังจากสุริยันต์ออกไปหาผลไม้ในป่าได้มามากมาย เพื่อถวายอาจารย์ อาจารย์ทิศาปาโมกข์เหมือนดังเดิม อาจารย์ทิศาปาโมกข์ก็ได้หยิบฟักทองขึ้นมาแล้วให้มนต์เสกเป็นราชรถให้ไปรับ นางจันทราเทวี บุตรีออกมาจากตำหนักต้องห้ามเพื่อให้มาเจอกับสุริยันต์เป็นครั้งแรก เพียงเวลาไม่นานราชรถฟักทองก็ไปรับนางจันทราเทวีมาสู่สำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์อย่างรวดเร็ว นางจันทราเทวีมาด้วยชุดสีเหลืองอำพันปักเลี่ยมด้วยเพชรมณีรัตนา 7 สี งามวิจิตร ผมตรงยาวเงางามดุจไหม รูปร่างอรชร ชวนมองเป็นยิ่งนัก กริยาย่างกรายงามสง่าดังพญาหงส์ มีผ้าคุ้มหน้าสีเหลืองอ่อนบางๆ บังไว้ ค่อยๆเดินเข้ามาจากประตูและเข้ามาใกล้ที่บริเวณสุริยันต์และอาจารย์ทิศาปาโมกกำลังนั่งอยู่ นางจันทราเทวีแม้แต่จะคุ้มผ้าบังหน้าอยู่ก็หาได้ซ่อนบังรัศมีออร่าเห็นความงามของนางได้มิดไม่ สายตาของสุริยันต์ถูกสะกดไว้แทบลืมหายใจและมองนางจันทราเทวีมิคลาดสายตา หัวใจของสุริยันต์เต้นตุบตับๆ เร็วขึ้นดังขึ้นจนไม่เป็นจังหวะตั้งแต่เห็นนางจันทราเทวีย่างกรายลงจากราชรถฟักทองลงมา จนค่อยๆเข้ามาใกล้ตนเองในที่สุด พอนางจันทราเทวีมานั่งประจำที่เสร็จแล้ว ก็เอาผ้าคุ้มหน้าออก กราบไหว้สาผู้เป็นบิดาและสุริยันต์เป็นที่เรียบร้อย เมื่อสุริยันต์เพียงได้เห็นโฉมหน้าอันงดงามของนางจันทราเทวี ก็ตกหลุมรัก ตั้งแต่แรกพบ และยังคงนั่งอ้าปากค้างตกตะลึงหลงใหลในความงามของนางจันทราเทวีอยู่ คิดอยู่ในใจว่าความงามของหญิงนี้นั้นยากที่จะหาสตรีไหนบนในโลกนี้ งามเปรียบปรานได้ อีกแล้ว

 

อาจารย์ทิศาปาโมกข์ เมื่อรับไหว้บุตรีเสร็จแล้ว ก็แจ้งความประสงค์ของตนเองว่า อันว่าเจ้าก็อยู่ตำหนักจันทราเทพนิมิตมาตั้งนานแล้วนะลูกรักของพ่อ ต่อไปนี้คงจะถึงเวลาแล้วที่เจ้าจะต้องออกมาจากตำหนักนั้นได้แล้ว และออกเหย้าออกเรือนไปเสียที พ่อจักสร้างเรือนหอให้เจ้าไว้ใช้สอยหลังใหม่ นะลูกเอ๋ย อันว่าตัวพ่อเองก็แก่ชราลงมากแล้ว คงไม่มีความสุขใดจะสุขเท่า สุขได้เห็นบุตรสาวอันเป็นที่รักของพ่อ ได้เป็นฝั่งเป็นฝากับคนดีๆ อย่างพ่อสุริยันต์ศิษย์รักของพ่อคนนี้ จันทราเทวีลูกรัก ขอเจ้าจงเชื่อฟังพ่อ พ่อได้หาคนที่ดีมีความสามารถและเปี่ยมล้นด้วยคุณธรรมที่เขาจะสามารถเลี้ยงดู และปกป้องภัยให้เจ้าต่อจากพ่อ ต่อไปนี้พ่อจะขอยกเจ้าให้เป็นภรรยา แก่สุริยันต์ ตั้งแต่นี้ไปนะลูกนะ

 

ทางฝ่ายนางจันทราเทวีเป็นหญิงที่หัวอ่อนและไม่กล้าขัดในในคำสั่งบิดา ถึงแม้ในใจจะใฝ่รักอยู่กับกุมเมศ แต่ก็ขัดในคำของพ่อไม่ได้ เลยตกลงปลงใจเป็นภรรยาของสุริยันต์ ด้วยความจำใจ ทำให้กุมเมศ เจ็บแค้นแสนสาหัส แต่ก็ไม่สามารถจะทำอะไรได้เนื่องจากวิชาที่ได้ร่ำเรียนมา ก็ใช่ว่าเป็นเป็นคู่ต่อสู้ของ อาจารย์ทิศาปาโมกข์ หรือแม้แต่สุริยันต์ได้

 

 

หลังจากที่นางจันทราเทวีได้ถูกยกให้เป็นภรรยาของสุริยันต์แล้ว สุริยันต์ก็รักและทะนุถนอมนางจันทราเทวีเป็นอย่างมาก สารพัดจะเอาใจ แต่ในใจของนางจันทราเทวี ก็ถวิลหาแต่กุมเมศ เท่านั้น วันหนึ่ง หลังจากที่สุริยันต์ออกจากสำนักเพื่อไปหาผลไม้ในป่า นางจันทราเทวีและกุมเมศ ด้วยแรงเสน่หาที่มีต่อกันและคิดถึงกันมาก เพราะไม่ได้เจอกันมาสักพักใหญ่ จึงแอบลักลอบได้เสียกันในเรือนหอนั่นเอง จนหลายเพลาผ่านไป อาจารย์ทิศาปาโมกข์เริ่มสงสัยจึงแอบซุ่มดู จึงได้รู้ว่า บุตรีอันเป็นที่รักของตนทำเรื่องเสื่อมเสียมิดีมิงามกับกุมเมศ ศิษย์อกตัญญูผู้นี้ กินบนเรือนขึ้รดบนหลังคาได้ แต่ก็ได้แต่เจ็บใจและไม่กระโตกกระตาก เพราะด้วยความรักในบุตรีเป็นอันมากพระอาจารย์ทิศาปาโมกข์ก็มิได้ ทำการลงโทษหรือกล่าว ในความสัมพันธ์ระหว่างนางจันทราเทวีและกุมเมศ และไม่กล้าบอกให้สุริยันต์ได้ล่วงรู้กลัวจะผิดหวังเสียใจและนำความเสื่อมเสียและอับอายมาถึงตนเอง  แต่อาจารย์ทิศาปาโมกข์ก็ได้พยายามหาทางในการป้องกันไม่ให้นางจันทราเทวีกับกุมเมศได้พบกันอีกต่อไป

 

 

ท่านอาจารย์ทิศาปาโมกข์ได้คิดหาอุบายจะไม่ให้นางจันทราเทวีและกุมเมศเจอกันได้อีกต่อไป จึงเรียก สุริยันต์เข้าพบ แล้วแสร้งพูดเสียงดังว่า เรายกลูกสาวเราให้ไปหวังว่าเจ้าจะดูแลนางเป็นอย่างดี แต่ทำไมเจ้าถึงได้ทิ้งนางไว้ขณะที่เจ้าไปหาผลไม้ในป่า หากเกิดภัยอันตรายใดๆ ขึ้นกับนางตอนที่เจ้าและข้าไม่อยู่สำนักจะทำกระไรกันได้ อาจารย์ทิศาปาโมกข์จึงออกอุบายต่อไปอีกว่า เอาอย่างนี้ล่ะกัน ข้าจักให้ผอบนิล 8 แฉกวิเศษอันเป็นสมบัติเก่าแก่ติดตัวข้ามาช้านานนี้แก่เจ้า ผอบสีนิล 8 แฉกใบนี้วิเศษยิ่งนัก ไม่สามารถมีผู้ใดทำลายได้ เป็นของกายสิทธิ์มีฤทธิ์มาก เสกให้ใหญ่ขนาดไหนก็ได้ เสกให้ย่อให้เล็กได้ตามใจปรารถนา มีพลานุภาพเปลี่ยนแปลงได้ทุกสิ่ง แต่ว่าของที่ซ่อนอยู่ภายใต้อำนาจของผอบนิล 8 แฉกนั้น จะไม่สามารถออกมาได้ด้วยฤทธิ์ของตัวเองได้ และยังสยบพลังหรือฤทธิ์ของสิ่งต่างๆที่อยู่ในผอบนิล 8 แฉกนั้น ถ้าหากเจ้าซ่อนสิ่งมีค่าไว้ในผอบนี้และร่ายด้วยมนต์ปิดเอาไว้ ต่อให้ผู้มีฤทธิ์หน้าไหนในจักรวาลนี้ ถ้าไม่รู้มนต์เปิดผอบทองคำใบนี้แล้วไซร้ก็เปิดเอาของออกมาไม่ได้ เจ้าจงรับเอาไปอย่าให้ช้า ในเวลาที่เจ้า ออกไปหาผลไม้ในป่า ทำไมไม่เสกนางจันทราเทวีไว้ในผอบทองใบนี้เล่า นางจึงจักได้อยู่กับเจ้าตลอดเวลาที่เจ้าออกไปหาผลไม้ได้อย่างสบายใจ พอเจ้ากลับมาจากป่าแล้วก็มาร่ายเวทย์ถอน เปิดผอบให้นางออกมาได้ตามเดิมดีไหม ซึ่งเมื่อสุริยันต์ไหว้สารับปากท่านอาจารย์และก็เห็นดีเห็นงามตามที่อาจารย์ทิศาปาโมกข์ได้แนะนำเอาไว้ เมื่อนำนางจันทราเทวีซ่อนไว้ในผอบนิล 8 แฉก ก็เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า ราหูอมจันทร์ ขึ้นตั้งแต่บัดนั้น ซึ่งสุริยันต์ก็จะ นำนางจันทราเวที เข้าผอบนิล 8 แฉก ทุกครั้งที่จะออกไปหาผลไม้ แต่สุริยันต์กลัวที่เวลานำนางจันทราเวทีเข้าไปอยู่ในผอบนิล 8 แฉกแล้วจะเหงา จึงเอาบริวารของนางทั้ง 15 นางเข้าไปด้วยเพื่อปรนนิบัติและอยู่เป็นเพื่อนนางจันทราเทวีในผอบนิลนั้น  ซึ่ง ผอบนิล 8 เฉกนี้ (ต่อมาก็รู้จักกันในนาม พระราหู นั่นเอง)จึงเป็นเล่ห์กลอุบายที่ทำให้กุมเมศไม่สามารถเข้าไปเจอนางจันทราเทวีได้

 

 

ฝ่ายนางจันทราเทวี เมื่อถูกเสกให้เข้าไปอยู่ใน ผอบนิล 8 แฉก ก็ไม่สามารถแสดงฤทธิ์หรือร่ายมนต์ตราคาถาใดๆได้ เวลาที่นางจันทราเทวีต้องอยู่ภายใต้ผอบนิล 8 แฉกนั้น ถึงแม้จะเป็นเวลาไม่นานมาก ก็ทำให้เวลาอยู่ในผอบนั้น อารมณ์ความรู้สึกเหมือนกลายเป็นคนล่ะคน กลายเป็นคนอมทุกข์ บางทีก็ร้องไห้เสียใจ ผิดหวังและเสียใจที่ถูกคนที่บอกว่ารักและหวังดีกับตัวเองหักหลัง ที่ทำให้นางต้องมาตกอยู่ในสภาพแบบนี้ แบบจำทนไม่สามารถต่อต้านอะไรได้ และผอบนิล 8 แฉกนี้ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความรู้สึกเฉพาะนางจันทราเทวีเพียงเท่านั้น แม้แต่เหล่าบริวารทั้ง 15 ของนาง ก็ทะเลาะเบาะแว้งและสร้างปัญหาและความปวดหัวมาให้ตลอดเวลาที่อยู่ผอบนิล 8 แฉกนั้นเช่นกัน นางต้องแบกภาระหน้าที่จัดการปัญหาของเหล่าบริวารในนั้นให้สงบลง ไหนจะต้องอดทนต่อความรู้สึกทุกข์แห่งตนที่อยู่ในผอบนั้น และยังต้องทนทุกข์จากความรักความคิดถึง และ พลัดพรากจากกุมเมศด้วย ซึ่งจริงๆแล้ว เวลาที่นางต้องอยู่ในผอบนิล 8 แฉก นางร้องไห้คร่ำครวญเอาไว้ว่า เวรกรรมอันใดของข้า ที่จริงเวลานี้ มันควรจักเป็นเวลาแห่งความสุขที่นางกับกุมเมศได้พบกัน แต่บัดนี้กลับกลาย เป็นพลัดพราก จากกัน เหมือนคนไร้คู่ หรือแม้มีสามีแล้วก็เหมือนไม่มี เหมือนหญิงหม้าย ผัวทิ้งเอาไว้ไม่เห็นค่าอยู่ในผอบนิลนี้ มีบิดาก็เหมือนเป็นผู้กำพร้า ไร้มิตร ไร้วาสนาหาใครมาอุ้มชูได้ แม้แต่บริวารก็มีแต่เรื่องมาวุ่นวายไม่หยุดหย่อน นี่ข้าเป็นหนี้เวร หนี้กรรม อันใด แต่ปางไหน เมื่อไหร่ถึงจะชดใช้หนี้กรรมนี้หมดเสียที นางร้องไห้คร่ำครวญอยู่แบบนั้น

 

ฝั่งทางกุมเมศ เมื่อไม่ได้พบเจอนางจันทราเทวี มาสักพักใหญ่ ก็ทำให้มี จิตใจก็ร้อนรุม ใจร้อน หุนหัน พลันแล่น บางทีขาดสติก็ ทุบที แตะต่อย ชวนทะเลาะเบาะแว้ง กับลูกศิษย์ในสำนักคนอื่นๆ บางทีก็ชกตีหน้าผากำแพงเพื่อระบายความโกรธนั้น อยู่มาวันหนึ่งกุมเมศก็คิดแผนและออกอุบายแสร้งทำเป็นดีมาติดสนิทกับสุริยันต์ อ้างว่า อยากจะขอเลี้ยงฉลองให้สุริยันต์ที่ได้ครองรักกับนางจันทราเทวี และได้ทำการมอมเหล้าแก่สุริยันต์จนเมามาย และแอบถามพระคาถาเปิดผอบนิล 8 แฉกแก่สุริยันต์ ด้านฝ่ายสุริยันต์ เมามายไม่รู้สติ พลั้งบอกคาถา เปิด และ ปิด ผอบนิล 8 แฉกแก่กุมเมศไปจนหมด ทำให้กุมเมศถือโอกาสลักลอบเข้าไปสมจรกับนางจันทราเทวีในผอบนิล 8 แฉกนั้นได้ในขณะที่ สุริยันต์ออกไปหาผลไม้ในป่า ซึ่งต่อมาท่านอาจารย์ทิศาปาโมกข์ได้ล่วงรู้เหตุการณ์นั้นแล้วเกิดความเสียใจเป็นอย่างมากต่อการกระทำของบุตรีของตนเอง กับกุมเมศ แต่จะให้ประกาศเอาโทษแบบตรงๆ ไปก็เกรงว่าบุตรสาวอันเป็นที่รักจะเสียหาย อีกฝ่ายกุมเมศก็เป็นศิษย์ถึงไม่ได้รักโปรดปรานมากแต่ก็ยังคงความเป็นครูบาอาจารย์ที่น่าเคารพนับถือไว้ และท่านก็มีความเมตตากรุณาสูงมาก จึงเก็บสุมความทุกข์ไว้แต่เพียงผู้เดียว เมื่อเห็นสุริยันต์ทุกวัน ก็เกิดความละอายแก่ใจ ที่สิ่งที่ท่านปกปิดไว้ ถึงแม้นางจันทราเทวีจะเป็นบุตรีที่ท่านรักและหวงแหนมาก แต่เมื่อต้องเลือกระหว่างความถูกต้องกับความรู้สึกส่วนตัว ท่านจึงเลือกความถูกต้องและเลือกที่จะเข้าข้างลูกเขยมากกว่า

 

กรุณาคลิกดูภาคต่อ

http://www.horranayok.com/topic.php?id=23

 

 

แสดงความคิดเห็น
แบรนด์เนอร์

ทำนายดวงรายวันฟรี!


เลือกวัน/เดือน/ปี พ.ศ.เกิด








(หมายเหตุ: ผู้ที่เกิดหลังเที่ยงคืน - ตี 05.59 น. ยังไม่นับเป็นวันใหม่ตามหลักสากล ให้ยึดใช้วันเกิดตามปฏิทินจันทรคติ และผู้ที่เกิดวันพุธ(กลางคืน) เริ่มนับตั้งแต่เวลา 18.00 - ตี 05.59 น.)


เข้าสู่ระบบ
ชื่อผู้ใช้
รหัสผ่าน
 
 
แบนด์เนอร์สมัครสมาชิกวีไอพี

โซนพื้นที่ สำหรับ สมาชิก VIP รายปี พรีเมียม โบนัส


























เลือกวัน/เดือน/ปี พ.ศ.เกิด

กราฟ ดวงดาราชะตาชีวิต


เลือกวัน/เดือน/ปี พ.ศ.เกิด



การดูดวงโหราศาสตร์

แบบนิรายนะ(ลาหิรี)

ครึ่งปีแรก คือนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 30 มิถุนายน ของทุกปี
และ
ครึ่งปีหลัง คือนับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม - 31 ธันวาคม ของทุกปี

ตรวจดวงชะตาเคราะห์ ดี-ร้าย

ประจำปีนี้

วัน/เดือน/ปีเกิด : *







การทำนายดวงด้วยเลข

บัตรประชาชน หน้า-หลัง





การทำนาย
พาสปอร์ต (Passport)




ตำราเข็มทิศ 8 เทพ

ลิขิตชะตา


เลือกวัน/เดือน/ปี พ.ศ.เกิด




(วันเกิดนับตามจันทรคติ คือ เวลา 06.00 โมงเช้า
ถึงตี 05.59น. ในวันรุ่งขึ้น ถือว่าเป็น 1 วัน ไม่ใช่นับเวลาเลยหลังเที่ยงคืน แล้วคือวันใหม่ ตามหลักสากล และสำหรับคนที่เกิดวันพุธ เวลาตั้งแต่ 18.00 - ตี 05.59น. ให้ถือว่า เป็นคนเกิดวันพุธกลางคืน หรือ วันราหู)




กรุณาเลือกวัน/เดือน/ปี/ จรที่ต้องการรับคำทำนาย




โหราหน้าหยก
E-mail : horanayokone995@gmail.com
Facebook : โหราหน้าหยก นิรายนะ ลาหิรี
Line ID : @horanayok

ติดต่อโหราหน้าหยก